PSNPhan P. 的个人资料THE STORIES照片日志列表更多 工具 帮助

日志


4月29日

ลินตะออนไลน์

In the name of Allah
 
หัวข้อของผมเรื่องนี้คือ "ลินตะออนไลน์"
ไม่ใช่เกมหรอกน่า ..... แต่เป็นชื่อของสัตว์ชนิดหนึ่ง
 
ทากนั่นเอง !!!!! ไม่ใช่หอยทากนะครับ
 
หลายคนอาจนึกว่า ภาษาอะไรวะ เป็นภาษาอินโดนีเซีย ครับ แปลว่าทาก
ได้ศัพท์มาจากน้ำตกกรุงชิง จังหวัดนครศรีธรรมราช (หลายคนคงรู้จักกับมันดี)
 
 ผมขอมอบบทความนี้รำลึกถึงการจากลาน้ำตกกรุงชิง เป็นเวลาครบรอบ 1 ปี และอุทิศให้กับทากที่กัดคุณปุณณวิช คงพิทักษ์สกุล ซึ่งจบชีวิตไปแล้ว
 
********************
 
"ทากดูดเลือด" สัตว์ตัวจิ๋วที่ดูไม่มีพิษภัยอะไรมากไปกว่าเจ็บๆคันๆ
ถ้าไม่ปล่อยให้มันล่วงล้ำ เข้าสู่ส่วนที่สำคัญของร่างกาย...
เจ้าตัวจิ๋วนี้กลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่นักเดินทางท่องป่า ต่างตั้งข้อรังเกียจ
เดียดฉันท์ ขยะแขยง สร้างภาพให้เป็นมารร้ายตัวฉกาจฉกรรณ์
แต่การเดินทางเข้าไปในป่าหน้าฝนนั้น คงจะหนีไปไม่พ้นกับเพื่อน
ร่วมทางที่ไม่พึงประสงค์ชนิดนี้อย่างแน่นอน
 
     อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ใช้ในการเกาะติดกับลำตัวเหยื่อคือ แว่นดูด (Sucker)
ซึ่งมีอยู่ทั้งทางด้านหัวและด้านท้าย แต่มันสามารถดูดเลือดได้จากทาง
แว่นดูดด้านหน้าแต่เพียวด้านเดียว ส่วนแว่นดูดทางด้านท้ายทำหน้าที่ยึดเกาะ
อย่างนุ่มนวล โดยที่เราไม่รู้สึกตัวเลย
     ป่าหน้าฝนอันชุ่มชื้นเป็นเวลาที่ทากดูจะเริงร่าเป็นพิเศษ ภาพที่นักเดินทาง
ที่สาละวนกับการปลดทากออกจากขากางเกง หรือเสียงร้องวี๊ดว๊าย คงจะ
ชินหูชินตา นักเดินป่าหลายๆท่าน แม้บางคนจะมีถุงกันทากสวมใส่ไว้ตลอด
ซึ่งความจริง ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรเท่าไหร่นัก เพราะหากไม่ปลดทากออก
พวกมันก็จะคืบคลานขึ้นสูงจนหาทางดูดเลือดจนได้อยู่ดี จากที่เกาะต่ำๆ ก็ค่อยๆ
คืบคลานสูงขึ้นเรื่อยๆ ถุงกันทากคงช่วยได้แต่เพียงให้เราเห็นตัวมันก่อนที่จะ
ดูดเลือดเรา วิธีกำจัดที่ง่ายที่สุดก็คือ มือของเรานั่นแหละที่ใช้ทั้งดึงทั้งเด็ด
 
 
ทากรับรู้เหยื่อของมันว่าอยู่ที่ไหน
ได้จากแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน..
เพราะฉะนั้น การชิงเดินเป็นคน
แรกๆ อาจจะปลอดภัยกว่าเดิน
ท้ายๆ .....

ทากเกาะติดไปกับลำตัวหรือขา
ด้วยแว่นดูด ดังที่กล่าวมาข้างต้น
และค่อยๆรีดตัวเองเข้าไปอยู่ใน
รูถุงเท้าได้ เนื่องจากลำตัวของ
มันเหนียว และ ยืดหยุ่นได้ดีมาก
จนเราคาดไม่ถึง
 
 
 
         ใช่ว่าทากจะมีแต่ด้านร้ายกาจ ในทางการแพทย์พบว่าทากก็มีประโยชน์ โดยการนำทั้งตัวทาก หรือสารที่ได้มาจากตัวทาก
ซึ่งก็คือ Hirudin มาใช้ในการทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน โดยเฉพาะเส้นเลือดที่หัวใจ ทุกชีวิตต่างก็มีด้านดีและด้านร้าย แล้วแต่มุมมอง
ว่าจะมองเห็นด้านไหนมากกว่ากัน ดั่งเช่นเจ้าทากสัตว์ตัวจิ๋วแห่งป่าดิบ แม้จะเป็นสัตว์ที่ใครๆต่างพากันขยะแขยงและรังเกียจ
แต่ถึงอย่างไรทากก็เป็นส่วนหนึ่งของสมดุลย์ภายในป่า และยังสร้างสีสันให้แก่นักเดินป่า แล้วคุณล่ะเริ่มรักเจ้าทากตัวน้อยนี้ขึ้นมาบ้างหรือยัง

****************
รักนะ
ทากโง่
 
ภูษณพันธ์ พันธ์ทอง
ที่เดียวกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ


 
 
 
4月22日

My Diary In Mumbai

In the name of Allah

 

เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยต่อสาธารณชนนะครับ ผมก็ได้บันทึกลงสมุดเล่มนึง ก็เลยเอามาใส่ไว้ในนี้ซะเลย ^^ ภาษามันออกจะทางการหน่อยนะครับ  

 

 

10 พฤศจิกายน 2549

วันเดินทาง

 

                ตอนนี้ ผมอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เป็นสนามบินที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ครั้งนี้ เป็นการใช้บริการสนามบินที่ยิ่งใหญ่นี้ครั้งแรกของผมเลย ! ตื่นเต้นมาก ๆ ซึ่งอีกไม่นาน พวกเรา คือ ผม เอก ปุณ พี่ยุ้ย พี่โบว์ อาจารย์จอย และอาจารย์นิพนธ์กำลังจะไปยังประเทศอินเดีย  ด้วยเครื่องบินการบินไทย เที่ยวที่ TG 317 ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้พบกับเพื่อน ๆ และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่รอเราอยู่ข้างหน้า โดยไม่รู้เลยว่าจะได้พบกับอะไร

                และแล้วเราก็ได้นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพ ไปยังท่าอากาศยานของมุมไบ มีชื่อเรียกว่า สนามบินฉัตรปาตี ชิวาจิ ซึ่งเป็นนามกษัตริย์ของรัฐมหาราษฎร์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ชาวมุมไบเคารพอย่างยิ่ง ที่นี่ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าใช้สกุลเงินรูปี ซึ่งเงินรูปีมีค่าอยู่ที่ 88 สตางค์ ต่อ 1 รูปี  ซึ่งเกือบเท่ากับเงินของประเทศไทยเลย

เมื่อไปถึงที่สนามบินแล้วเราก็ได้ออกไป พบกับเจ้าหน้าที่ทางอินเดียที่มาต้อนรับเรา เพื่อที่จะพาเราไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินไปประมาณ 45 นาที ที่พักก็อยู่ในขั้นว่า อยู่(ก็)ได้ ไม่ต้องบอกนะครับว่าโอเคหรือเปล่า

 

   

11 พฤศจิกายน 2549

เปิดประตูชมพูทวีป

 

                เช้าวันนี้ คณะของประเทศไทยเราได้ไปเยี่ยมชม Homi Bhabha Centre for science Education ซึ่งคล้าย สถานบันวิจัยและส่งเสริมทางการศึกษา เช่น สอวน. ของบ้านเราแต่ของเขาเป็นสัดเป็นส่วนกว่ามาก ไกด์ประจำทีมไทยของเรา มีชื่อว่า Ms.Sharaddha    ก็ได้พาเราทัวร์โดยภายในมีการวิจัย และการแสดงของเล่นทางวิทยาศาสตร์ให้เราได้ดูกันอย่างใกล้ชิดเมื่อเห็นชาวอินเดียที่ทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แล้วผมก็อยากให้ประเทศของเราได้สนับสนุนทางวิทยาศาสตร์มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ น่าอิจฉาเขาเหมือนกันนะครับ

                ในช่วงบ่าย เราได้ไปในสถานที่พิธีเปิด คือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เนห์รู ซึ่งตั้งชื่อตามรัฐบุรุษของอินเดีย โดยภายในมีแหล่งความรู้หลายแขนง มีทั้งทางด้านอวกาศ ด้านชีววิทยา ด้านฟิสิกส์ และด้านวัฒนธรรมมารวมอยู่ไว้ในที่เดียว ต่อจากนั้นได้มีพิธีเปิดในหอประชุมของทางพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มีการแสดงศิลปะพื้นบ้านของอินเดีย มีดนตรีสนุกสนาน แต่ผมก็หลับจนได้

                หลังพิธีเปิด พวกเราก็ได้สนุกสนานไปกับอาหารเย็นที่รอมานาน เพราะกว่าพิธีเปิดจะเสร็จสิ้นก็กว่าสองทุ่ม ต่างคนก็ต่างมาเยอะเอาควร แต่เมื่อกินไปคำแรกก็พบ.....ว่าคิดถึงอาหารไทย  

 

 

12 พฤศจิกายน 2549

เที่ยวห้างอินเดีย

 

                แต่ก่อนที่จะได้ไปเที่ยวห้างของอินเดียนั้น เราต้องพบกับการทรมานสมองก่อน นั่นก็คือการสอบภาคทฤษฎี โดยทางเจ้าภาพได้ให้เราสอบภาคทฤษฎีที่ทางห้องเรียนของทางศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์  เป็นห้องพัดลม มีลิงหลายตัวอยู่ข้างหน้าต่าง ให้เวลาสอบ 4 ชั่วโมง เรื่องความยากก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่ายากจริง ๆ ผลกรรมก็จะได้รู้ในพิธีปิด

                สอบเสร็จประมาณบ่ายสอง ก็กินข้าวมื้อเที่ยงยิ่งตอกย้ำไปใหญ่ว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลก เพราะอาหารอินเดียนั้น....เลี่ยนมาก เมื่อชาวไทยมาครบทุกคนแล้วทาง Ms.Shraddha ได้พาเราไปเที่ยวห้าง วิธีการนั่งไป ตอนแรกเราเกือบจะได้นั่งรถเมล์อินเดียแล้ว แต่รอเกือบ 15 นาทีก็ไม่มีสายผ่านมา จึงได้นั่งรถตุ๊กตุ๊กของอินเดียแทน ซึ่งเรียกว่า Auto Rikshaw  

 

                ห้างนี้เป็นห้างขนาดเล็กของอินเดีย แต่ก็มีของครบ ทั้งของใช้ ของกิน ของฟุ่มเฟือย และของฝากก็มี แต่ก็จะราคาสูงหน่อย เพราะเป็นของขึ้นห้าง  ขากลับเราก็กลับด้วยรถตุ๊กตุ๊ก ผมนับการบีบแตรระหว่างทางประมาณ 3 กิโลเมตรได้ประมาณ 200 ครั้งเลยทีเดียว

                กลับมาก็ต้องรีบวิ่งเข้าห้องประชุม เพราะมีการแสดงมายากล มายากลที่นี่ก็คล้ายการแสดงโชว์ตามงานต่าง ๆ ของบ้านเรา ซึ่งบางโชว์ก็ตื่นเต้นมาก แต่บางการแสดงก็ชวนให้หลับเหลือเกิน เพราะว่าเรารู้เคล็ดลับอยู่แล้ว เมื่อการแสดงโชว์จบลงเราก็ไปทานอาหารเย็นกัน  วันนี้มีเนื้อลูกแกะแต่มาพร้อมกับเครื่องเทศคล้ายแกง กลิ่นคาวมาก ๆ แต่ก็อร่อยดี  ทานข้าวเย็นเสร็จก็มีโปรแกรมการแสดงประจำชาติ ซึ่งประเทศไทยของเราได้นำการแสดงมอญซ่อนผ้าไปแสดงให้เพื่อน ๆ ชาวต่างชาติดู ทุกคนก็ดูด้วยความงง แต่ก็สนุกสนานดี   

 

 

13 พฤศจิกายน 2549

มุมมองใหม่อินเดีย

 

                วันนี้ต้องตื่นเช้ามาก คือตื่นตี 4 ครึ่ง เพราะว่าเราจะนั่งรถจากที่พักที่มุมไบ ไปยังเมืองปูเน ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่สอบสังเกตการณ์กัน อาหารเช้าจึงต้องเป็นกล่อง ซึ่งรสชาติก็ไม่ต้องพูดถึง มีมันฝรั่งบวกกับเครื่องเทศชุบเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอด เผ็ด แต่อร่อยที่สุดที่เคยกินมาแล้ว

                รถออกตอนประมาณ 7 โมงเช้า ที่ที่เราจะไปกันคือ GMRT ซึ่งเป็นกล้องโทรทัศน์วิทยุของอินเดีย ที่นี่ไม่ใช่ปูเน แต่เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ กับปูเน ไปถึงกันประมาณ 11 โมงครึ่ง ระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร แต่นั่งรถนานมาก   ระหว่างทางผมได้เห็นวิวข้างทาง วิวที่นี่คล้าย ๆ กับทางไปภาคเหนือของบ้านเรา คือมีภูเขา ระหว่างทางก็ต้องผ่านอุโมงค์ที่เจาะลอดภูเขาด้วย

ตอนเย็นหลังจากที่เราไปเยี่ยมชมกล้องโทรทัศน์วิทยุ และฟังบรรยายเรื่องเกี่ยวกับกล้องแล้ว ผมกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ต้องไปจับฉลากในการสอบ เพื่อเรียงลำดับก่อน - หลัง โดยผมได้ลำดับกลาง ๆ จากนั้นเขาก็ให้คนที่สอบก่อนไปรอในอาคารเก็บตัว ส่วนผมกับคนอื่นต้องอยู่ข้างใน แต่จะได้กินข้าวก่อนเลย ซึ่งวันนี้เป็นมื้อที่อร่อย โดยเฉพาะขนมหวาน เป็นคล้าย ๆ สลิ่มแต่เป็นของร้อนมีกลิ่นขิงด้วย

การทรมานการสอบภาคนี้ ทุกคนผ่านไปได้ด้วยดี แต่ผลที่ออกมาไม่รู้ว่ามันจะราบรื่นเหมือนบรรยากาศการสอบหรือเปล่า ไม่มีใครรู้  พวกเราต้องรอจนกว่าจะสอบเสร็จคนสุดท้ายถึงจะได้ไปที่พัก ซึ่งอยู่กันคนละเมือง โดยคนสุดท้ายที่กลับมาคือพี่ยุ้ยนั่นเอง กว่าจะได้ออกจากที่นี่ก็ประมาณเที่ยงคืนแล้ว ที่พักนั้นอยู่ที่เมืองปูเน ห่างออกไปอีก 100 กิโลเมตร ใช้เวลาถึงปูเนตอนตีสองครึ่งทีเดียว ถึงที่พักก็หลับเลย  

 

 

14 พฤศจิกายน 2549

ครึ่งทางแล้ว

 

ตามกำหนดการเราต้องออกจากที่พักตั้งแต่ 10 โมงเช้า แต่ว่าทุกคนหลับเป็นตาย กว่าจะได้ออกจากที่พักก็ 11 โมงแล้ว ซึ่งเราต้องไปฟังบรรยายที่ศูนย์วิจัยด้านนิวเคลียร์และวิทยาศาสตร์ที่ปูเน โดยตอนช่วงเช้าเป็นการบรรยายเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์ในอินเดีย ชวนให้หลับอีกแล้ว แต่ช่วงบ่ายนี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ คือเกี่ยวกับเอกภพวิทยา ได้สาระดีมาก

เมื่อฟังบรรยายเสร็จแล้วเราก็ได้ไปเยี่ยมชมห้องสมุดและสิ่งก่อสร้างทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำได้น่าสนใจมาก โดยเฉพาะรูปปั้นของนักวิทยาศาสตร์ ทำให้เราได้ไปถ่ายรูป ซึ่งมีทั้งนิวตัน กาลิเลโอ และไอน์สไตน์

ตอนเย็นเรานั่งรถกลับจากปูเนไปที่มุมไบ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง เมื่อไปถึงก็เข้าที่พักเกือบจะนอนแล้ว แต่นึกได้ว่ายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย จึงรีบไปกิน รสชาติก็โอเค ก็คือดีกว่าทุกวันที่ผ่านมา   

 

15 พฤศจิกายน 2549

วันว่าง ที่ไม่ว่าง

 

วันนี้เราออกจากที่พักตอนประมาณเกือบสิบเอ็ดโมง เพื่อจะไปที่ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เนห์รู เมื่อไปถึงก็ต้องเข้าไปนั่งฟังการบรรยายเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง แต่ก็ไม่หลับนะครับ

ข้าวมื้อเที่ยงวันนี้ ผมและทุกคน รวมถึงอาจารย์จอยด้วย ได้ลงความเห็นว่าเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในอินเดียแล้ว เพราะมันไม่ใช่อาหารอินเดีย แต่เป็นอาหารฝรั่งต่างหาก

จากนั้นเราก็ไปชมการแสดงของท้องฟ้าจำลองอินเดีย ซึ่งเป็นห้องที่มีความจุประมาณ 700 ที่นั่ง การแสดงของเขาตื่นเต้นมาก ๆ วัสดุ แสง สี ดีเยี่ยม แอร์เย็นมาก แล้วผมกับพี่ ๆ ได้แลกเหรียญกับเพื่อนชาวอิหร่าน จนทุกวันนี้ผมยังจำชื่อเขาไม่ได้เลย

หลังจากออกจากท้องฟ้าจำลอง เราออกไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับอินเดีย ที่อาคารตรงกันข้าม น่าสนใจมาก แต่มันก็ร้อน เพราะไม่มีแอร์  ขากลับของวันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นทะเล ทะเลของมุมไบคือทะเลอารเบียน หรือทะเลอาหรับนั่นเอง สวยงามเหลือเกิน เพราะว่ามันดูกว้างออกไปสุดสายตา

 

 

16 พฤศจิกายน 2549

นี่หรือร้านของฝาก

 

                ก่อนเราจะไปซื้อของฝาก วันนี้ต้องมีการทรมานสมองครั้งที่สาม คือการสอบภาคปฏิบัติการและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งผลกรรมที่ก่อไว้ก็จะได้รู้ในวันพิธีปิดครับ  หลังจากกินอาหารเที่ยงแล้วเราก็ได้ไปที่ร้านขายของที่ระลึก ของฝากที่ย่านเมืองเก่าของมุมไบ คล้าย ๆ เมืองเก่าของไทยสมัยรัชกาลที่ 5 คือมีศิลปกรรมสมัยที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่มากทั้งสองข้างทาง

 

                ร้านของฝากที่ไป เป็นร้านที่มีของเยอะมาก แต่เมื่อเทียบราคาดูแล้วราคาค่อนข้างสูงมาก เพราะคล้ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์บ้านเรา แต่ที่แปลกที่สุดของร้านนี้คือระบบการคิดเงินและเอาของฝาก คือต้องรอนานมาก ๆ โดยเฉพาะตอนรอเอาของ เพราะต้องให้เขาหาทีละชิ้น เสียเวลารอการได้ของเกือบ 20 นาทีเลยทีเดียว  กลับที่พักไปแล้วก็ไปกินข้าวมื้อเย็น ซึ่งก็เป็นอาหารอินเดียดังเดิมอีกแล้วครับ

 

  

17 พฤศจิกายน 2549

ทัศนศึกษา

 

                ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อต้องรีบอาบน้ำ และทำภารกิจ รวมทั้งเริ่มเก็บของที่จะกลับเมืองไทยแล้ว รู้สึกได้เลยว่าน้ำหนักกระเป๋าขากลับนั้นมากกว่าขาไปยิ่งนัก วันนี้เราออกเดินทางกันประมาณ 8 โมงเช้า สถานที่ที่ไปคือ Elephanta caves หรือถ้ำช้าง เราต้องนั่งเรือข้ามทะเลอาระเบียนไป เพราะว่า Elephanta caves ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ เป็นศิลปกรรมร่วมสมัยกับยุคพระพุทธเจ้า คือเมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีมาแล้ว ลักษณะของที่นี่คือลานประกอบศาสนกิจของศาสนาพราหมณ์ในไศวนิกาย ซึ่งเป็นนิกายที่บูชาพระศิวะ ภายในมีศิวลึงค์อยู่เป็นประธาน และมีรูปสลักต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบ

                ที่นี่มีร้านค้าขายของที่ระลึกข้างทางเยอะมาก อีกทั้งราคาก็ไม่แพงอีกด้วย ถ้าเทียบกับร้านเมื่อวานแล้วผมว่าร้านที่นี่น่าสนใจและถูกกว่ามากอีกด้วย

                เราขึ้นเรือกันที่ท่าเรือ บนท่าเรือมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจมากเพราะเป็นที่แรกที่ชาวตะวันตกขึ้นฝั่งที่มุมไบ ตรงนี้เรียกว่า Gate of India มีประวัติว่าชาวโปรตุเกสเป็นคนสร้างขึ้นเพื่อเป็นการแสดงการมาถึงอินเดียโดยวาสโก ดา กามา นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เป็นคนแรกที่ล่องเรือจากยุโรปมายังอินเดียโดยอ้อมแหลมกู๊ดโฮป มายังชายฝั่งทางตะวันตก ทำให้มาขึ้นฝั่งตรงที่บริเวณนี้

                หลังจากไปที่ Elephanta caves แล้ว ทางเจ้าภาพได้พาเรามาทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ที่มุมไบ ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมอินเดียผสมกับอังกฤษ ภายในมีการจัดแสดงวัตถุโบราณที่ขุดค้นได้ทางภาคตะวันตกของอินเดีย ซึ่งตั้งแต่ยุคโบราณ และมีการแสดงศิลปะ ทั้งภาพเขียน เครื่องปั้น และจำลองสิ่งก่อสร้างสมัยยุคอาณานิคม และก่อนอาณานิคมไว้ให้ได้ศึกษากันอีกด้วย

                กลับจากพิพิธภัณฑ์แล้ว เราก็กลับไปที่ที่พัก ทานข้าวมื้อเย็นแล้วก็เตรียมตัวกลับประเทศไทย ซึ่งอีกไม่กี่ชั่วโมงผมและพวกเรา ก็จะกลับบ้านแล้วครับ คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกัน อยู่เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์แต่รู้สึกคล้าย ๆ ว่าที่นี่เหมือนบ้านของเรา 

 

 

18 พฤศจิกายน 2549

ลาก่อน .... อินเดีย

 

                วันนี้เราเตรียมตัวจะกลับบ้านแล้ว  ประเทศไทยของเราเป็นประเทศแรกที่จะเดินทางกลับ โดยเป็นประเทศที่เดินทางกลับในคืนนี้

                แต่ก่อนที่จะกลับวันนี้ก็มีพิธีปิด แต่ก่อนมีพิธีปิด เราได้ฟังบรรยายอีก 2 ครั้ง คือตอนเช้าฟังบรรยายเกี่ยวกับทฤษฎีของไอน์สไตน์ และตอนบ่ายเป็นการบรรยายกับอดีต อนาคต และการค้นพบทางดาราศาสตร์ และหนทางที่จะเป็นไปในอนาคตต่อจากนี้ 

                วันนี้ผมและพวกเราทุกคนได้ไปเยี่ยมชม Tata Institue of Fundametal Research ได้พบกับสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง และได้เห็นวิธีการทำงานของนักวิจัยจริง ๆ ว่าทำงานกันอย่างไร ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ อีกทั้งยังได้ความสนุกในการทำกิจกรรมอีกด้วย

                พิธีปิดวันนี้เริ่มด้วยการแสดงระบำที่เรียกว่า Odissi ซึ่งเป็นการแสดงรำที่อ่อนช้อยกว่าพิธีเปิดมาก คล้าย ๆ กับนาฏศิลป์ไทย แต่ดนตรีเร้าใจกว่า สนุก และไม่น่าเบื่อ เริ่มการแสดงด้วยการรำเกี่ยวกับระบบสุริยจักรวาล และจบด้วยการแสดงภูมิปัญญาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้ดูสนุก

                แต่แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ดูพิธีปิดจนจบ เพราะว่าเที่ยวบินที่เราจะกลับนั้นออกตอนเที่ยงคืน กว่าระบำจะจบนั้นก็ประมาณหกโมงครึ่งแล้ว ทำให้เราต้องออกมาก่อนพิธีจะจบ ซึ่งอาจารย์ทั้งสองคนต้องนำทีมของเราไปรับรางวัลก่อน ดังนั้นประเทศของเราจึงรู้ผลก่อน ผลออกมาว่าประเทศไทยของเราได้ 1 เหรียญเงิน  2 เหรียญทองแดง และ 2 เกียรติคุณประกาศ

                ยังไม่ทันได้ดีใจจนจบ เราก็ต้องออกจากห้องประชุมแล้ว พร้อมทั้งการสงสัยของหลายประเทศที่เห็นประเทศของเราออกไป  จากหอประชุมไปยังสนามบินนั้นใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมง คือถึงสนามบินก็เกือบสองทุ่มครึ่งแล้ว ซึ่งคิดถูกแล้วที่ออกมาก่อนเพราะรถติดมากครับ

 

 

19 พฤศจิกายน 2549

สวัสดี แผ่นดินไทย

 

เที่ยวบินที่พาเรากลับมายังประเทศไทย คือ เที่ยวบินที่ TG 318 จากมุมไบมายังกรุงเทพ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เครื่องบินลำของเราได้ถึงบ้านในเวลาหกโมงเช้าพอดี ซึ่งช้ากว่ากำหนดการบินไปครึ่งชั่วโมง เมื่อเราออกไปยังโถงผู้โดยสารขาเข้าก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งทุกคนก็รู้สึกดีใจ และขอบคุณการต้อนรับของทุกคน 

ถึงแม้ว่าการแข่งขันครั้งนี้จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ว่าความฝัน และการพัฒนาของพวกเราทั้ง 5 คน ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรก็ตามทุกคนก็ภูมิใจ ที่เคยได้เป็นตัวแทน และนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศของเรา และต่อทุกคนเอง

 

 

เฮ้อ เสร็จละ เหนื่อยมากกับการนำลง Blog นะครับ จริง ๆ แล้วมันมีอะไรอีกมากมาย ผมก็จำไม่ได้ละ อืมมม แต่ก็คิดถึงอินเดียเสมอไปครับ

ภูษณพันธ์  พันธ์ทอง

****************** Until We Meet Again ******************

4月21日

ปีใหม่ไทย จ.ศ.๑๓๖๙

In the name of Allah
 
ช้าไปซะงั้น สำหรับการเขียนเรื่องปีใหม่ของไทยนะครับ
 
สวัสดีปีใหม่ครับ หลายคนคงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
แต่ผม ก็ไม่ได้เล่นอีกแล้ว
 
ปีใหม่ไทยปีนี้ เป็นปี กุน หรือปีหมู แต่หากเป็นชาวเหนืออย่างเรา ๆ ก็จะเรียกกันว่าปี"ไจ้" แปลว่าปีช้างนั่นเอง
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนทุกปี ที่จะต้องมีการรดน้ำขอพร หรือคำเมืองเรียกว่า ฮดน้ำดำหัว
ซึ่งในอดีตอันไกลพบเห็นได้ทั่วไป อดีตอันใกล้นั้นไม่มีให้เห็น ส่วนปัจจุบันก็เริ่มกลับมาให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง
 
ช่วงนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมความเป็นไทย ซึ่งหายไปนานมาก หลังจากที่ความเจริญทางวัตถุได้เข้ามาเกาะกินประเทศของเรา
 
ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่าน จะรักษาความเป็นไทย เราเกิดมาบนแผ่นดินนี้ ถึงแม้ตนจะไม่ได้มีเชื้อชาติ และศาสนาเหมือนคนอื่นเค้า (เหมือนผม) แต่ก็ต้องภูมิใจที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่มีความเจริญทางอารยธรรมอย่างยิ่ง
 
ผมได้ดูข่าวเมื่อช่วงวันสงกรานต์ รู้สึกไม่สบายใจมาก หากใครได้ดูข่าวก็คงเห็น เรื่องความแหลกเหลวของสังคม
รอบคูเมืองทั้ง 4 ด้าน ของเชียงใหม่ กลายเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์มาก คือมีหญิงสาว หรือเด็กสาวหลายคน มา"ดิ้น" ให้ดูโดยไม่คิดสตางค์แม้แต่แดงเดียว
ประหนึ่งว่า ชาตินี้เธอคงจะไม่มีโอกาสจะหาสามีได้อีกแล้วนอกจากวันนั้น
ไม่อายหรือครับ ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพจนานุกรมของ Longman (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) จะบอกว่า"ประเทศไทย เป็น นครหลวงแห่งโสเภณีโลก"
อายไหมครับ
 
แต่ประเพณีที่ดีก็มีอยู่เหมือนกัน
 
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่ชาวพุทธ แต่ผมก็ดีใจที่เห็นเพื่อนร่วมชาติยังใส่ใจกับวัฒนธรรมของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าวัด ทำบุญ ขนทรายเข้าวัด
เห็นแล้วรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ได้มีแต่สิ่งที่เห็นตามข่าวสารด้านลบ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี
 
ได้ไหม ที่เราจะรักษาและฟืนฟูความเป็นไทย อยู่อย่างนี้
ไม่เช่นนั้นเราคงเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมอย่างแน่นอน
 
***************************************
 
ภูษณพันธ์ พันธ์ทอง
ละติจูด 18 องศา 53 ลิปดา 38 ฟิลิปดา เหนือ
ลองจิจูด 98 องศา 57 ลิปดา 42 ฟิลิปดา ตะวันออก